วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ชื่อ Best Practices “คลินิกให้การปรึกษา”

(รายบุคคลและรายกลุ่ม)

 

 

 

วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ  ( Best Practices )

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน   โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ชื่อ  Best Practices  “ คลินิกให้การปรึกษา ” (รายบุคคลและรายกลุ่ม)

 

1.  ความเป็นมาและบริบทของโรงเรียน

                โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเป็น โรงเรียนของมูลนิธิสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย      ก่อตั้งเมื่อ คศ. 1852  นับเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย   ที่มีอายุนับถึงปัจจุบัน 154 ปี  ตั้งอยู่เลขที่  35  ถนนประมวญ  แขวงสีลม  เขตบางรัก  กรุงเทพมหานคร  รหัสไปรษณีย์  10500 

 

โทรศัพท์   02-6379020-69  E-Mail  :  pr@bcc.ac.th  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต1  เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6  เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่  มีนักเรียนชายล้วนจำนวนทั้งสิ้น  5,590 คน มีบุคลากรของโรงเรียนจำนวน 424 คน  จัดการบริหารงานในรูปของ   คณะกรรมการบริหารโรงเรียน  ประกอบด้วย

1.       ดร.วรนุช  ตรีวิจิตรเกษม  ผู้อำนวยการ

2.       นางวิจิตรา  พรหมบุตร  รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ

3.       นางเพ็ญจันทร์  วัฒนมงคล  รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน

4.       นางศิรินุช  ตั้งสุขสันต์  รองผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบุคลากร

5.       ดร.บรรจง  ชมภูวงศ์  รองผู้อำนวยการฝ่ายโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน

6.       นายกู้ศักดิ์  สารกิตติพันธ์  รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม

7.       นายสุรินทร์  อนุชิราชีวะ  รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ

โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมืองย่านธุรกิจ  จึงจัดการศึกษาเน้นด้านภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีประสานกับการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตามหลักคริสตศาสนา  โรงเรียนจึงเป็นที่นิยมของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในแต่ละปี  การศึกษาเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากสภาพแวดล้อมในสังคมเมือง  มีภาวะการแข่งขันสูง  การดำเนินชีวิตของครอบครัวเป็นไปด้วยความเร่งรีบ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัวทุกด้าน  อาทิ  ด้านผู้ปกครอง  เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเดินทางและการทำงาน  ไม่มีเวลาในการดูแลบุตรหลานอย่างเต็มที่  ด้านนักเรียนเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทาง ทำให้เหนื่อยล้าขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ บางครั้งทำให้นักเรียนบางคนเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว  ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั้งที่บ้านและโรงเรียน  ผู้ปกครองซึ่งต้องใกล้ชิดกับนักเรียนโดยตรงมักกังวล พยายามหาทางช่วยเหลือนักเรียนทุกวิถีทาง บ่อยครั้งที่ขอเข้ารับการปรึกษาจากครูที่ปรึกษาและงานแนะแนว นอกจากนี้ผู้ปกครอง

บางส่วนต้องการให้โรงเรียนจัดบริการให้การปรึกษาเพื่อเป็นทางออกในการช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครอง อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขั้น

จากข้อมูลที่กล่าวมา  ในปีการศึกษา  2542  งานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย  มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า  น่าจะมีบริการที่ช่วยให้ผู้ปกครอง  ได้เกิดแนวคิดในการจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน  เพื่อเป็นการช่วยพัฒนานักเรียนให้มีความสุขในการดำเนินชีวิต  ซึ่งส่งผลให้เกิดสิ่งดีๆ แก่นักเรียนหลายประการ  เช่น  มีพัฒนาการทางการเรียนดีขึ้น  มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น  การเข้าสังคมดีขึ้น  เป็นต้น  ด้วยแนวคิดดังกล่าว  ประกอบกับความพร้อมของกรรมการสมาคมในยุคนั้นที่บางท่านเป็นจิตแพทย์  บางท่านเป็นพยาบาล  และนักจิตวิทยาอยู่แล้ว  จึงร่วมมือกับงานแนะแนว  จัดทำเป็นบริการให้การปรึกษาแก่

ผู้ปกครอง โดยในระยะแรกใช้ชื่อว่า “โครงการให้คำปรึกษา” ต่อจากนั้นเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า “โครงการ   ครอบครัวสัมพันธ์” และสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า “โครงการคลินิกให้การปรึกษา” และเนื่องจากงานแนะแนวได้ร่วมกับสมาคมจัดทำโครงการนี้มาเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน จนปัจจุบันพัฒนามาเป็น    งานคลินิกให้การปรึกษา

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ค้นพบว่า            ผู้ปกครองและโรงเรียนมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง นักเรียน และครู พบปะ    ผู้เชี่ยวชาญ จนเกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของนักเรียน สร้างความพึงพอใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดียิ่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ดังคำกล่าวของ ผศ.พรศิริ  อัญญานุภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

ซึ่งเป็นวิทยากรประจำคลินิกให้การปรึกษา กรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้พิพากษาสมทบ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ที่กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติงาน

เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของเยาวชน พบว่า เด็กและเยาวชนที่กระทำผิด ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา หรือถูกให้ออกจากโรงเรียน เพราะฉะนั้นโครงการคลินิกให้การปรึกษา จะเป็นการช่วยเหลือ

เด็ก / เยาวชนและครอบครัว ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดี และสามารถอยู่ในระบบการศึกษา

จนจบหลักสูตร เด็กและเยาวชนเหล่านี้จะมีแนวโน้มในการกระทำผิดน้อยมาก เพราะได้รับการขัดเกลาให้เป็นเยาวชนที่ดีของสังคม จึงมีความเห็นว่าโครงการนี้จำเป็นต้องมีไว้ทุกสถานศึกษา”

 

2.  การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

                โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขึ้นอยู่กับมูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทย แนวทางการจัดการระบบคุณภาพของโรงเรียน จึงสอดคล้องกับนโยบายของมูลนิธิที่เน้นการพัฒนา ทั้งฝ่ายปัญญา และจิตวิญญาณ มีการพัฒนาความยุทธศาสตร์มาโดยตลอด และจัดตั้งฝ่ายพัฒนามาตรฐานคุณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2541    เพื่อดำเนินงานมาตรฐานคุณภาพของ

โรงเรียนให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ดังปรากฏในรายงานประจำปีของโรงเรียนทุกปีการศึกษา

                พ.ศ. 2546 โรงเรียนเข้าสู่โครงการพัฒนาเชิงระบบเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ และคุณภาพภายใน     โรงเรียน (ToPSTAR) ซึ่งโรงเรียนได้พัฒนาเชิงระบบ 3 ระบบหลัก 7 ระบบสนับสนุน ดังนี้

                ระบบหลัก 3 ระบบ ได้แก่ ระบบการเรียนรู้ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบกิจกรรม

                ระบบสนับสนุน 7 ระบบ ได้แก่ ระบบการนำ    องค์กร ระบบยุทธศาสตร์การพัฒนา ระบบการพัฒนาบุคลากร ระบบการบริหารจัดการ ระบบชุมชนสัมพันธ์ ระบบดูแลคุณภาพวิชาชีพ ระบบสารสนเทศ

                ในส่วนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงพัฒนาระบบโดยเริ่มจาก การสร้างความตระหนักให้แก่บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้ทุกฝ่าย  ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เนื่องจากระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน นับเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพนักเรียนในทุกด้าน  ทั้งนีระบบบการดูลแลช่วยเหลือนักเรียนได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมภาระกิจหลัก  5 ประการ ดังนี้

1. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล

2. การคัดกรองนักเรียน

3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียน

4. การจัดกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียน

5. การส่งต่อนักเรียน

งานแนะแนวและสมาคมผู้ปกครองและครู     โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้จัดการประชุมและวางแผนการทำงานเชิงรุกเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับครู ผู้ปกครอง และนักเรียนในการให้การปรึกษา ซึ่งพบว่าคลินิกให้การปรึกษาเป็นงานที่สอดคล้องกับระบบการดูแลช่วยเหลือ

นักเรียนเป็นอย่างดี ดังนี้

                1. สอดคล้องกับขั้นตอนการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียน พบว่าการที่ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน มาใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา เมื่อมาปรึกษาแรกเริ่มอาจรู้สึกว่าตนเองมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ แต่หลังจากกระบวนการให้การปรึกษาสิ้นสุดลงบางครั้งพบว่า สิ่งที่เป็นปัญหานั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง อาจเป็นเพียงการวิตกกังวลเท่านั้น ดังนั้นจะทำให้ผู้ใช้บริการคลายความวิตกกังวลลงและหันมาพูดคุยเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาตนเองต่อไป จึงถือได้ว่าคลินิกให้การปรึกษามีส่วนในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลได้ทางหนึ่ง

                2.  สอดคล้องกับขั้นตอนการจัดกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียน เป็นที่ทราบดีว่าหนึ่งในวิธีการช่วยเหลือนักเรียนคือวิธีการให้การปรึกษา  ดังนั้นคลินิกให้การปรึกษาซึ่งให้การปรึกษาทั้งนักเรียน  ครูและ

ผู้ปกครอง จึงเป็นวิธีช่วยเหลือให้เกิดการเข้าใจในปัญหาของตนเอง นำไปสู่การหาทางออกให้กับตนเองอย่างชาญฉลาด ส่งผลให้ปัญหาต่างๆได้รับการคลี่คลายไปในทางทีดี พบทางออกใหม่ๆ ทำให้มีกำลังใจในการจัดการกับปัญหาของตนเองต่อไป

                3.  สอดคล้องกับขั้นตอนการส่งต่อนักเรียน  ในการช่วยเหลือนักเรียนหากค้นพบว่าเกินกำลัง

ของครูและผู้ปกครองที่จะให้การช่วยเหลือ การส่งต่อนักเรียนไปสู่ผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าจะช่วยได้ดียิ่งขึ้น

คลินิกให้การปรึกษาประกอบด้วยนักจิตวิทยา พยาบาล แพทย์  และจิตแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้การปรึกษา บุคคลเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปกครอง บางส่วนเป็นผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ

ภายนอกโรงเรียน  การส่งต่อนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ให้เข้าพบกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุป คลินิกให้การปรึกษาสอดคล้องกับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทั้งในส่วนของการเป็นกิจกรรมช่วยเหลือ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนา และการส่งต่อ ตามระบบการดูแลช่วยเหลือ

นักเรียน  ดังแผนภูมิการดำเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (Flow Chart) ซึ่งครอบคลุม

ตามขั้นตอน การจัดกิจกรรมช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน  การส่งเสริมพัฒนา  และการส่งต่อ ดังนี้

 

 

บทบาทของครู ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประกอบด้วย 5ภารกิจ ดังนี้

 

กล่องข้อความ: - จากการจัดกิจกรรมโฮมรูมด้วยเครื่องมือต่างๆ
- จากการเรียนการสอนในห้องเรียน
- สัมภาษณ์นักเรียน เพื่อน ผู้ปกครอง ฯลฯ
 


1.  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล

 

กล่องข้อความ: - SDQ		- การสังเกต
- ระเบียนสะสม	- สมุดผลการเรียน
- ฯลฯ
 

 


2.  การคัดกรองนักเรียนรายบุคคล

 

 

กล่องข้อความ: - การให้การปรึกษา (คลินิกให้การปรึกษา)
- กิจกรรมซ่อมเสริม - การติดต่อผู้ปกครอง
- เพื่อนช่วยเพื่อน  ฯลฯ
 

 


3.  การจัดกิจกรรมช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน

 

 

กล่องข้อความ:         - กิจกรรมโฮมรูม   
- class room metting
- คลินิกให้การปรึกษา

- ฯลฯ
 

 


4.  การจัดกิจกรรมส่งเสริม พัฒนา

 

 

กล่องข้อความ: - การส่งต่อภายใน   (คลินิกให้การปรึกษา)
- การส่งต่อภายนอก (คลินิกให้การปรึกษา)

- ฯลฯ
 

 


5.   การส่งต่อ

 

 

กระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนดังกล่าว สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ปกครอง และ   ชุมชน ที่ต้องการให้โรงเรียนดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับนักเรียน ช่วยในการพัฒนานักเรียน  มีที่รองรับในการส่งต่อนักเรียน  นอกจากนี้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ยังช่วยให้ครูมีแนวทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง ซึ่งคลินิกให้การปรึกษาเป็นวิธีการหนึ่งของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่ช่วยเหลือนักเรียน ครูและ

ผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี

 

ขั้นตอนการดำเนินงานของคลินิกให้การปรึกษา ได้ดำเนินการตามขั้นตอน PDCA  ดังนี้

P  (Plan)    

1.       ประชุมวางแผนร่วมกันระหว่างงานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู

2.       จัดทำโครงการและงบประมาณเพื่อขออนุมัติ

3.    สำรวจปัญหาและผู้ที่สนใจใช้บริการคลินิก

4.    จัดทำตารางให้บริการร่วมกับทีมวิทยากร  และทำการประชาสัมพันธ์การให้บริการคลินิกให้การปรึกษา

5. การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่  รถรับส่งวิทยากร  เอกสาร  อาหาร  เครื่องดื่ม

D (Do)

1. การนัดหมายนักเรียน  ครู  ผู้ปกครองที่ตอบรับการใช้บริการตามความเร่งด่วนของปัญหา

2. งานแนะแนวจะประสานให้ผู้ใช้บริการพบวิทยากรผู้ให้การปรึกษาทั้งเป็นรายบุคคล  และ

รายกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                   ให้การปรึกษารายบุคคล                                                    ให้การปรึกษารายกลุ่ม

 

C (Check)

1. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการให้คำปรึกษาแต่ละครั้ง ผู้ใช้บริการกรอกแบบประเมินผลและทีมงานแนะแนวสรุปผลแบบประเมินเมื่อสิ้นสุดในแต่ละภาคเรียน  

2. ทีมงานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู ประชุมร่วมกันเมื่อสิ้นปีการศึกษา  เพื่อหาข้อที่ควรปรับปรุงในปีการศึกษาต่อไป

 

A (Action)

นำผลจากขั้น C  มาพัฒนาการให้บริการในปีการศึกษาต่อไป

 

3.  วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practices )  

การปฏิบัติที่เป็นเลิศ  (what?)

                คือการจัดให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง ได้พบปะพูดคุยกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

นักจิตวิทยา พยาบาล   แพทย์  จิตแพทย์  เพื่อให้การปรึกษาปัญหาต่างๆในชีวิต โดยจัดทำเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

1.       การให้การปรึกษารายบุคคล 

เป็นการให้ผู้รับบริการพบกับวิทยากรเป็นรายบุคคล เพื่อให้การปรึกษาตามความต้องการช่วยให้

ผู้รับบริการเข้าใจปัญหาของตนเอง นำไปสู่การแก้ปัญหาของตนเองอย่างชาญฉลาด ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

2.       การให้การปรึกษารายกลุ่ม

เป็นการให้ผู้รับบริการที่มีลักษณะปัญหาเหมือนกัน ประมาณ 5-10 คน พบกับวิทยากร เพื่อ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน นำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน เสริมกำลังใจกัน ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง

 

วิธีการปฏิบัติ  (how?)

1. จัดประชุมวางแผนงานร่วมกันระหว่าง งานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู

2. จัดทำโครงการพร้อมนำเสนองบประมาณ เพื่อขออนุมัติโครงการจากโรงเรียนและสมาคม

ผู้ปกครองและครู โดยขอสนับสนุนงบประมาณจากสมาคมปีละประมาณ 50,000 บาท

3.       สำรวจปัญหาและผู้ที่สนใจใช้บริการคลินิก โดยวิธีการต่างๆ ดังนี้

3.1    งานแนะแนวทำการแจกจดหมายเชิญชวนผู้ปกครองมาใช้บริการคลินิกให้

การปรึกษาในวันปฐมนิเทศผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่  โดยผู้ปกครองกรอกใบตอบรับการใช้บริการกลับมาผ่านครูที่ปรึกษาประจำชั้น   ครูที่ปรึกษารวบรวมใบตอบรับเพื่อส่งให้งานแนะแนวต่อไป  จากนั้นงานแนะแนวนำแบบตอบรับดังกล่าวมาคัดแยกประเภทของปัญหา และแบ่งระดับความ

เร่งด่วนของความต้องการมาใช้บริการ โดยแบ่งประเภทเป็นการให้การปรึกษารายบุคคล และการให้การปรึกษารายกลุ่ม โดยให้ความสำคัญและเรียงลำดับการเชิญมารับบริการกับผู้ปกครองที่ต้องการมาใช้บริการแบบเร่งด่วนก่อน

3.2    ประชาสัมพันธ์การใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา ผ่านการประชุมครูรวมทั้ง

โรงเรียนก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่  โดยเน้นให้ครูทราบว่าสามารถใช้บริการได้ทั้งนักเรียน ครู

และผู้ปกครอง ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ครูที่สนใจใช้บริการให้ติดต่อนัดหมายที่งานแนะแนวได้

โดยตรง  และหากพบว่านักเรียนคนใดจำเป็นต้องรับบริการก็สามารถส่งต่อนักเรียนมาใช้บริการได้

3.3    ประชาสัมพันธ์การใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา ผ่านคาบเรียนกิจกรรมแนะแนว

โดยครูแนะแนวที่สอนนักเรียนในแต่ละระดับชั้นเป็นผู้ดำเนินการ เชิญชวนให้นักเรียนใช้บริการ และ

คัดกรองนักเรียนบางส่วนที่ควรต้องใช้บริการ

 

ตัวอย่างจดหมายเชิญผู้ปกครองใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา

 

ที่ กท.ก    275 / 2549

 

                                                                        20  พฤษภาคม 2549

 

เรื่อง        ขอเชิญผู้ปกครองใช้บริการ คลินิกให้การปรึกษา

เรียน       ท่านผู้ปกครอง

 

                                ด้วยสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมกับงาน  แนะแนวโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย  ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ จึงจัดให้มีศูนย์คลินิกให้การปรึกษาแก่ผู้ปกครอง นักเรียน และครู ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต การศึกษา ชีวิตและสังคม โดยแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา ครูแนะแนว ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์

 

                                ในการนี้ขอเรียนเชิญผู้ปกครองที่มีความประสงค์จะใช้บริการดังกล่าว กรุณากรอกแบบสำรวจการใช้บริการ  และติดต่อขอรับบริการได้    งานแนะแนว ชั้น 2 อาคาร 2, งาน       แนะแนวชั้น 1 อาคาร บี.ซี.ซี 150 ปี หรือแจ้งความประสงค์กลับมายังงานแนะแนว โทร. 0-2637-9020 ต่อ 121, 414

                                จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดส่งใบตอบรับมายังโรงเรียน จักขอบพระคุณยิ่ง

 

 

                                                                                                              ขอแสดงความนับถือ

 

                                                                                                           (ดร.วรนุช  ตรีวิจิตรเกษม)

                                                                                               ผู้อำนวยการ

 

 

 

 

(ส่วนนี้กรุณาส่งคืนครูที่ปรึกษาประจำชั้น  ภายในวันที่  31 พฤษภาคม 2549)

 

ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว) .........................................นามสกุล...................................................................................

ผู้ปกครอง (เด็กชาย/นาย) .........................................................ชั้น (ประถม/มัธยม).........  ห้อง...................................

โทรศัพท์บ้าน ................................................โทรศัพท์มือถือ......................................................................................

 

ความต้องการมาใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา

o  ยังไม่ขอใช้บริการ

o  ต้องการมาใช้บริการเป็นรายบุคคล  ........ เร่งด่วน          ....... ไม่เร่งด่วน

o  ต้องการมาใช้บริการเป็นกลุ่ม                          ........ เร่งด่วน          ....... ไม่เร่งด่วน

o  เคยมาใช้บริการให้คำปรึกษา                           o  ไม่เคยมาใช้บริการให้คำปรึกษา

 

นักเรียนในความปกครองของท่านมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่

o  สมาธิบกพร่อง (ไฮเปอร์แอคทีฟ)   o  ออทิสติก                          o  ปัญญาเลิศ      

o  การเรียนบกพร่อง (L.D)                  o  ปัญหาทางอารมณ์           o  ปัญหาการเรียน              

o  ต้องการมาใช้บริการเป็นกลุ่ม          o  ติดเกม                             o  ปัญหาอื่น ๆ (ระบุ)...........................

 

ถ้าท่านประสบปัญหาดังกล่าว ท่านต้องการให้โรงเรียนช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

o   จัดกลุ่มช่วยเหลือกันในระหว่างผู้ปกครองที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน

o   จัดวิทยากรให้ความรู้แก่ครูในโรงเรียน

o   จัดวิทยากรให้ความรู้แก่บิดา – มารดา และผู้เกี่ยวข้อง

o   ไม่ต้องการ

 

 

 

ลงชื่อ ................................................ ผู้ปกครอง

                            ............ / .............. / ............

 

 

 

แผนภูมิ สรุปความต้องการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา

ประจำปีการศึกษา 2548

กล่องข้อความ: สมาธิบกพร่องกล่องข้อความ: ออทิสติกกล่องข้อความ: ปัญหาเลิศกล่องข้อความ: LDกล่องข้อความ: ปัญหาทางอารมณ์กล่องข้อความ: ปัญหาการเรียนกล่องข้อความ: ความประพฤติกล่องข้อความ: ติดเกมส์กล่องข้อความ: อื่นๆกล่องข้อความ: สมาธิบกพร่อง,กล่องข้อความ: ออทิสติก,กล่องข้อความ: ปัญหาเลิศ,กล่องข้อความ: LD,กล่องข้อความ: ปัญหาทางอารมณ์,กล่องข้อความ: ปัญหาการเรียน,กล่องข้อความ: ความประพฤติ,กล่องข้อความ: ติดเกมส์,กล่องข้อความ: อื่นๆ
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


จากแผนภูมิความต้องการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษา ปีการศึกษา 2548  พบว่า ปัญหาอื่นๆ (การเขียนกลับซ้ายขวา กัดเล็บ ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง การปรับตัว การเล่นอวัยวะเพศ ติดเพื่อน อ้วน ชอบร้องไห้ ขี้น้อยใจ คิดซ้ำๆ เรื่องอยากคุยโทรศัพท์ อยากฆ่าตัวตาย เหงา) เป็นปัญหาที่ผู้ใช้บริการนำมาปรึกษาในคลินิกให้การปรึกษามากที่สุด รองลงมาคือปัญหาเรื่องความประพฤติและปัญหาการเรียน ตามลำดับ

4. จัดทำตารางการให้บริการร่วมกับทีมวิทยากร  โดยงานแนะแนวเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งเริ่มจากการส่งหนังสือเชิญอาสาสมัครผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการให้การปรึกษามาเป็นวิทยากรประจำคลินิกให้การปรึกษา เมื่อได้รับการตอบรับจากหน่วยงานต้นสังกัดของวิทยากรดังกล่าวแล้ว วิทยากร

แต่ละท่านจะจัดส่งตารางที่พร้อมให้การปรึกษามายังงานแนะแนว เมื่องานแนะแนวได้รับตารางจากวิทยากรทุกท่านแล้ว ก็จะนำมาจัดทำตารางการให้บริการคลินิกให้การปรึกษาประจำแต่ละภาคเรียน 

จากนั้นงานแนะแนวจะทำการประชาสัมพันธ์ตารางการให้บริการคลินิกให้การปรึกษา

โดยประชาสัมพันธ์ ผ่านทางจุลสารงานแนะแนว และเว็บไซท์งานแนะแนว เพื่อให้ทั้งครูในโรงเรียน

 ผู้ปกครอง รวมทั้งนักเรียนในโรงเรียนที่ต้องการใช้บริการได้รับทราบเพื่อติดต่อขอใช้บริการต่อไป

 

 

 50

 
ตัวอย่างตารางคลินิกการให้การปรึกษา

ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2549

 

วันที่

รายนามอาจารย์คนที่ 1

รายนามอาจารย์คนที่ 2

พ. 19 กค. 49

ผศ. ดร. อัจฉราพร สี่หิรัญวงศ์

 

จ. 24 กค. 49

ผศ. วีรยา  จึงสมเจนไพศาล

 

อ. 25 กค. 49

ผศ. วิรัตน์  ใกล้บุปผา

ผศ. สมพร  สุนทราภา

พฤ.  27 กค. 49

ผศ. ศิริลักษณ์  เวชการวิทยา

 

ศ 28 กค. 49

นพ.สินเงิน  สุขสมปอง

พญ.มณีรัตน์  สุรวงษ์สิน

อ. 1 สค. 49

ผศ. ดร. อัจฉราพร  สี่หิรัญวงศ์

 

จ. 7 สค. 49

อ. ดร. อทิตยา พรชัยเกตุ

 

อ. 8 สค. 49

ผศ.ดร. ประภา  ยุทธไตร

ผศ. ดร. อัจฉราพร  สี่หิรัญวงศ์

จ. 21 สค. 49

ผศ. วีรยา  จึงสมเจนไพศาล

 

ศ 25 สค. 49

นพ.สินเงิน  สุขสมปอง

พญ.มณีรัตน์  สุรวงษ์สิน

จ. 28 สค. 49

ผศ. ถวิล  นภาพงศ์สุริยา

 

อ. 29 สค. 49

ผศ. วิรัตน์  ใกล้บุปผา

ผศ. สมพร  สุนทราภา

จ. 4 กย. 49

ผศ.ดร. ประภา  ยุทธไตร

ผศ. วไลลักษณ์  พุ่มพวง

พ. 6 กย. 49

อ. ดร. อทิตยา  พรชัยเกตุ

 

จ. 11 กย. 49

ผศ. วีรยา  จึงสมเจตไพศาล

 

อ. 12 กย. 49

ผศ. วิรัตน์  ใกล้บุปผา

ผศ. สมพร  สุนทราภา

พฤ. 14 กย. 49

ผศ. ดร. อัจฉราพร   สี่หิรัญวงศ์

 

อ. 19 กย. 49

ผศ. ศิริลักษณ์  เวชการวิทยา

 

 

5. การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่  รถรับส่งวิทยากร  เอกสาร  อาหาร  เครื่องดื่ม มีการอำนวยความสะดวกให้กับทีมวิทยากร ในด้านสถานที่ทั้งการให้การปรึกษาแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม การจัดบริการรถรับ-ส่งให้กับทีมวิทยากร การจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม และเอกสารต่างๆ ที่วิทยากร   

จำเป็นต้องใช้ในระหว่างการให้บริการ

6. การนัดหมายนักเรียน  ครู  ผู้ปกครองที่ตอบรับการใช้บริการตามความเร่งด่วนของปัญหา ซึ่งในส่วนของจดหมายตอบรับการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษาของผู้ปกครองนั้น งานแนะแนวจะทำการโทรศัพท์เพื่อเรียนเชิญและนัดหมายผู้ปกครองมาใช้บริการ หากผู้ปกครองตอบตกลงที่จะมาใช้บริการ ครูแนะแนวจะทำการนัดหมายโดยบันทึกลงในตารางนัดการให้การปรึกษา

7. ในวันให้บริการ  งานแนะแนวจะทำการจัดให้ผู้ใช้บริการพบวิทยากรผู้ให้การปรึกษา

เป็นรายบุคคล  รายละ  1  ชั่วโมง  และในส่วนของผู้ใช้บริการที่มีสภาพปัญหาแบบเดียวกันจะทำการจัดบริการให้การปรึกษารายกลุ่มๆ ละ  5-10  คน ประมาณ 2-3  ชั่วโมง

8. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการให้การปรึกษาแต่ละครั้ง ผู้ใช้บริการกรอกแบบประเมินผลและ

ทีมงานแนะแนวสรุปผลแบบประเมินเมื่อสิ้นสุดในแต่ละภาคเรียน   จัดทำเป็นสถิติเพื่อใช้เป็นแนวทาง

ในการพัฒนางานในโอกาสต่อไป

9. ทีมงานแนะแนวและกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู ประชุมร่วมกันเมื่อสิ้นปีการศึกษา  เพื่อหาข้อที่ควรปรับปรุงในปีการศึกษาต่อไป

 

เหตุผลที่ทำ  (why?) 

                การจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนมีความหลากหลาย คลินิกให้การปรึกษา เป็นกิจกรรมที่บูรณาการการช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน พัฒนานักเรียน ตลอดจนการส่งต่อภายในโรงเรียน ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสมบูรณ์หลากหลายที่จะช่วยเหลือนักเรียนให้พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพดังคำกล่าวของ ผศ.ดร.นพ.ประกอบ  ผู้วิบูลย์สุข    ที่กล่าวว่า “คลินิกให้การปรึกษาเป็นโครงการที่ดี  มีวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถจากหลายๆที่มาให้คำปรึกษา ผู้ปกครองได้รับประโยชน์จากวิทยากร ทำให้ผู้ปกครองมีความสนใจโครงการนี้มาก  ส่งผลให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ  และเป็นความภาคภูมิใจของสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย  ที่มีโครงการในลักษณะนี้  เพราะถ้าหาก

นักเรียนเกิดปัญหาขึ้นย่อมจะส่งผลทำให้เกิดการบั่นทอนทางการเรียน  และเกิดผลกระทบหลายๆอย่างตามมา  แต่ถ้าหากโรงเรียนมีโครงการในลักษณะนี้ก็ย่อมจะช่วยเหลือได้ในระดับหนึ่ง”

 

ตัวอย่างกรณีศึกษา : มารดาของเด็กชาย ก. มาขอคำปรึกษาเรื่องความรับผิดชอบด้านการเรียน มารดาของเด็กชาย ก. เล่าว่า เด็กชาย ก. ไม่ทำงานและการบ้านที่คุณครูมอบหมาย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ซึ่งกรณีนี้ ผศ.ดร.นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์ ได้แนะนำผู้ปกครองว่า

ผู้ปกครองควรให้เวลากับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาทำการบ้าน ควรดูแลให้คำแนะนำในเรื่องที่ลูกไม่เข้าใจ และควรจัดระเบียบวินัยในเรื่องความรับผิดชอบต่างๆ ตลอดจนแนะนำให้ผู้ปกครองปรึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้สอน เพื่อติดตามพฤติกรรม จากการติดตามผลมารดาของเด็กชาย ก. แจ้งว่า เมื่อได้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไว้ และได้ไปขอให้คุณครูประจำชั้น ช่วยติดตามพฤติกรรมลูกด้วย ซึ่งพบว่า ลูกดีขึ้นมาก มีระเบียบวินัยมากขึ้น และรับผิดชอบงานดี คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ได้มากขึ้นเกือบเต็ม ซึ่งลูกก็ภูมิใจและอาจารย์ผู้สอนก็ชมว่าลูกรับผิดชอบดีขึ้น มารดาก็พยายามควบคุมอารมณ์     ตนเอง และให้เวลากับลูกมากขึ้น

                ผศ.ดร.นวลอนงค์ บุญจรูญศิลป์  ได้บันทึกข้อสรุปจากกรณีศึกษาว่า ปัญหาได้รับการแก้ไขได้ผลดีเป็นที่พอใจ ได้ให้คำแนะนำให้มารดาปฏิบัติต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

                จากคำกล่าวและตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าคลิกนิกการปรึกษา

เป็นบริการที่ควรจัดให้มีขึ้นในโรงเรียนทุกแห่งเพราะเป็นทั้งกิจกรรมที่ช่วยเหลือ  ส่งเสริมพัฒนา

และรองรับการส่งต่อนักเรียนได้ ทั้งเป็นการส่งต่อภายในและภายนอกโรงเรียน นอกจากนี้จากคำ

บอกเล่าของผู้ปกครองที่มาใช้บริการยังพบว่าการไปใช้บริการให้การปรึกษาจากหน่วยงานนอกโรงเรียน

เช่น โรงพยาบาลนั้น ต้องใช้เวลาในการจองคิวยาวนานและเสียค่าใช้จ่ายสูง การเปิดบริการโดยตรงใน

โรงเรียนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่คุ้มค่าในการดำเนินการ

4.  ผลการดำเนินงาน

                คลินิกให้การปรึกษาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ครอบคลุมกระบวนการ PDCA  ปรากฏผลการดำเนินงาน ดังนี้

4.1 ระดับความพึงพอใจในการใช้บริการ จากการให้ผู้ปกครองกรอกแบบประเมินผลหลังการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษาเสร็จสิ้นในแต่ละครั้ง เพื่อวัดระดับความพึงพอใจในการใช้บริการปรากฏผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพึงพอใจ ดังนี้

สรุปผลแบบประเมิน

โครงการคลินิกให้การปรึกษา

ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2548

ตอนที่  1 สถานภาพของผู้รับบริการ

·       สถานภาพผู้รับบริการ

บิดา  จำนวน  18  คน                                          คิดเป็น  31.04  %

มารดา  จำนวน  37  คน                                      คิดเป็น  63.79  %

อื่นๆ  จำนวน  3  คน                                           คิดเป็น  5.17  %

·       ระดับการศึกษา

ต่ำกว่าปริญญาตรี  จำนวน  13  คน  คิดเป็น  22.41  %

ปริญญาตรี  จำนวน  38  คน                              คิดเป็น  65.52  %

ปริญญาโท  จำนวน  7  คน                                คิดเป็น  12.07  %

สูงกว่าปริญญาโท  จำนวน  0  คน

·       อาชีพ

รับราชการ / รัฐวิสาหกิจ  จำนวน  8  คน         คิดเป็น  13.79    %

ธุรกิจส่วนตัว  จำนวน  27  คน                          คิดเป็น  46.55    %

อื่นๆ  จำนวน  23  คน                                         คิดเป็น  39.66    %

ตอนที่  2  รายการประเมิน

รายการประเมิน

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

N

%

N

%

N

%

N

%

N

%

1. การนัดหมาย

23

50

18

39.13

3

6.52

2

4.35

0

0

2. การต้อนรับ / ความสะดวกที่ได้รับในการใช้บริการ

25

54.35

19

41.30

2

4.35

0

0

0

0

3. สถานที่ในการให้คำปรึกษา

21

45.65

20

43.48

5

10.87

0

0

0

0

4. การให้การปรึกษาที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

18

39.13

27

58.70

1

2.17

1

2.2

0

0

5. โครงการนี้มีประโยชน์  ควรสนับสนุนให้มีต่อไป

37

80.43

9

19.57

0

0

0

0

0

 

ตอนที่  3  ข้อเสนอแนะ / สิ่งที่ควรปรับปรุง

                1.  ห้องให้คำปรึกษาแคบ  และอึดอัด

3.       ควรมีการเพิ่มเวลาในการให้คำปรึกษา  คือมีทั้งรอบเช้า และรอบบ่าย  เพื่อความสะดวกของ

ผู้ปกครอง

                3.  ควรมีการสังเกตพฤติกรรม  เพื่อให้เห็นผล

                4.  ควรมีการนัดหมายครั้งต่อไปเพื่อดูผลที่จะเกิดขึ้น

                5.  ควรมีอาจารย์ที่ให้การปรึกษาเพิ่มมากขึ้น

                6.  ควรมีวันที่จะให้การปรึกษาเพิ่มขึ้น  เช่น  วันเสาร์

                7.  ควรเพิ่มเวลาในการให้การปรึกษาเป็น 2 ชั่วโมง

                8.  ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองทราบมากกว่านี้

                9.  ควรจัดอบรมผู้ปกครองทุกระดับชั้นอย่างสม่ำเสมอ  กระทั่งเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนปฏิบัติตลอดไป

                10.  การให้การปรึกษาควรให้นักเรียนร่วมฟังด้วย 

                11.  ควรให้ครูผู้สอนช่วยสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นพิเศษ

                12.  ควรแจ้งผลการให้การปรึกษาให้ครูประจำชั้นทราบ  เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา

                13.  ควรมีการประเมินตนเองและแจ้งผลให้ผู้ปกครองทราบ 

 

สรุปผลแบบประเมิน

โครงการคลินิกให้การปรึกษา

ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2548

ตอนที่  1 สถานภาพของผู้รับบริการ

·       สถานภาพผู้รับบริการ

บิดา  จำนวน  11  คน                                          คิดเป็น  23.9  %

มารดา  จำนวน  33  คน                                      คิดเป็น  71.7  %

อื่นๆ  จำนวน  2  คน                                           คิดเป็น  4.3  %

·       ระดับการศึกษา

ต่ำกว่าปริญญาตรี  จำนวน  9  คน     คิดเป็น  19.6  %

ปริญญาตรี  จำนวน  28  คน                              คิดเป็น  60.9  %

ปริญญาโท  จำนวน  9  คน                                คิดเป็น  19.6  %

สูงกว่าปริญญาโท  จำนวน  0  คน

·       อาชีพ

รับราชการ / รัฐวิสาหกิจ  จำนวน  3  คน         คิดเป็น  6.5  %

ธุรกิจส่วนตัว  จำนวน  17  คน                          คิดเป็น  37.0  %

อื่นๆ  จำนวน  26  คน                                         คิดเป็น  56.5  %

ตอนที่  2  รายการประเมิน

 

รายการประเมิน

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

N

%

N

%

N

%

N

%

N

%

1. การนัดหมาย

21

45.7

22

47.8

3

6.5

0

0

0

0

2. การต้อนรับ / ความสะดวกที่ได้รับในการใช้บริการ

27

58.7

16

34.8

3

6.5

0

0

0

0

3. สถานที่ในการให้คำปรึกษา

24

52.2

16

34.8

6

13.0

0

0

0

0

4. การให้การปรึกษาที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

18

39.1

24

52.2

3

6.5

1

2.2

0

0

5. โครงการนี้มีประโยชน์  ควรสนับสนุนให้มีต่อไป

35

76.1

10

21.7

1

2.2

0

0

0

0

 

ตอนที่  3  ข้อเสนอแนะ / สิ่งที่ควรปรับปรุง

1.       ต้องขอชมเชยการปฏิบัติงานและการทำงานของงานแนะแนวเป็นอย่างยิ่ง สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองอย่างสูงสุด

2.       ควรจัดอย่างน้อยภาคเรียนละ 2  ครั้ง

3.       โครงการนี้ดีมาก  ควรจัดทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง  และติดตามผล  ผู้เข้ารับบริการ  (2)

4.       ทำได้ดีมากขอให้มีโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ  (2)

5.       ได้รับความรู้เพิ่มเติม จากการพูดคุยกับอาจารย์ที่ให้การปรึกษา

6.       ต้องการให้มีการจัดการให้การปรึกษาตลอดไป  (4)

7.       ต้องการให้มีสื่อ  หรือตัวอย่างในการแนะแนวประกอบ เช่นหนังสือ  หรือ สื่อช่วย

8.       ต้องการให้มีผู้ให้การปรึกษามากกว่านี้  ถ้ามีทุกวันจะดีมาก

 

จากสถิติที่ปรากฏ พบว่าผู้ปกครองมีระดับความพึงพอใจในการใช้บริการคลินิกให้การปรึกษาอยู่ในระดับมาก จนถึงมากที่สุด เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่า วิทยากรคลินิกให้การปรึกษา ได้ใช้กระบวนการให้การปรึกษาช่วยเหลือผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำข้อคิดที่ได้ไปใช้ช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข และพัฒนานักเรียนต่อไป

4.2  ความต่อเนื่องของการให้บริการ งานแนะแนวสามารถให้บริการคลินิกให้การปรึกษาได้ตลอดปีการศึกษา เป็นไปตามตามตารางการให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาบุคลากรแนะแนวมีงานประจำด้านอื่นมากมายแต่ก็สามารถจัดสรรเวลาเพื่อให้บริการคลินิกได้อย่างเป็นระบบ ครบถ้วนตามตารางการให้บริการ ทำให้เป็นที่พึ่งพอใจของผู้ปกครองเป็นอย่างมาก  สอดคล้องกับคำกล่าวของผศ.ดร.อัจฉราพร

สี่หิรัญวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองนักเรียน วิทยากรคลินิกให้การปรึกษา กรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู ปีพ.ศ.2542  และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคลินิกให้การปรึกษากล่าวว่า “ ทีมงานแนะแนวที่จัดบริการคลินิกให้การปรึกษา ทำงานเป็นระบบระเบียบดีมาก มีการติดต่อประสานงาน ประเมินผลเป็นอย่างดี ”

 นับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

4.3    คลินิกให้การปรึกษาสามารถรองรับการส่งต่อภายในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

จากการดำเนินงานตลอดเวลาที่ผ่านมา มีครูส่งต่อนักเรียนมายังงานแนะแนวเป็นระยะๆ ซึ่ง

ส่วนหนึ่งงานแนะแนวได้จัดให้นักเรียนพบกับวิทยากรคลินิกให้การปรึกษา ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

และเนื่องจากมีการให้บริการคลินิกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ครูส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ผู้ปกครองใช้บริการอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่คุ้นเคยของผู้ปกครอง

                จากผลการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่า คลินิกให้การปรึกษาเป็นสิ่ง

ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในโรงเรียน และเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการร่วมมือกันระหว่างบ้าน

โรงเรียน และชุมชน  สมควรสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนเปิดให้บริการต่อไป

 

5. ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ

                โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยได้ดำเนินงานคลินิกให้การปรึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มีการปรับพัฒนา การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกระทั่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากมีปัจจัยที่ดี

ที่เอื้อต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน ดังนี้

5.1  ผู้บริหารโรงเรียน

ผู้บริหารโรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญและให้การสนับสนุนการดำเนินงานคลินิกให้การปรึกษาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งในส่วนของการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และการให้กำลังใจแก่ทีมงานแนะแนว ดังคำกล่าวของท่านผู้อำนวยการ  ดร.วรนุช  ตรีวิจิตรเกษม ที่กล่าวว่า “คลินิกให้การปรึกษาเป็นการใช้ศักยภาพของผู้ปกครองที่มีความรู้ความสามารถในด้านให้การปรึกษามาเป็นวิทยากร  และทำการช่วยเหลือผู้ปกครอง  และนักเรียนที่มีปัญหา  เพื่อให้ผู้ปกครอง  และนักเรียนเหล่านั้นสามารถมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงควรดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตลอดไป”  จากคำกล่าวข้างต้น

แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารโรงเรียนเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า

ผู้บริหารมีผลต่อความสำเร็จของโครงการเป็นอย่างมาก

5.2  สมาคมผู้ปกครองและครูฯ 

กรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูฯ  ตระหนักถึงความจำเป็นในการเปิดบริการคลินิกให้การปรึกษาจึงให้ความร่วมมือในทุกๆด้าน เช่น ให้ความร่วมมือประสานงานกับทีมวิทยากร และให้การสนับสนุนด้านงบประมาณปีละกว่า  50,000  บาท  การดำเนินการใดๆก็ตาม งบประมาณเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จเป็นอย่างมาก คลินิกให้การปรึกษาสำเร็จได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ

5.3  ทีมงานบุคลากรแนะแนว

ทีมงานบุคลากรแนะแนวทุกคนตระหนักในบทบาทหน้าที่และให้ความสำคัญ เอาใจใส่บริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด เนื่องจากเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา บุคลากรแนะแนวจึงต้องมีความอดทน และหมั่นกำกับติดตามการให้บริการอยู่ตลอดเวลา และรู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงจะทำให้โครงการสำเร็จได้ด้วยดี นับเป็นความทุ่มเทของทีมงาน

แนะแนวที่ส่งผลดีต่อโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง

5.4  ทีมวิทยากร

เนื่องจากวิทยากรคลินิกให้การปรึกษาทำงานในลักษณะเป็นอาสาสมัคร ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ทีมวิทยากรมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่ทำให้โครงการสามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งนี้

เป็นเพราะทีมวิทยากรเป็นผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อ ยอมอุทิศตนเพื่อสังคมส่วนรวม  ทางสมาคมผู้ปกครองและครูฯ จึงมีการตอบแทนวิทยากร ด้วยการมอบโล่และเกียรติบัตร พร้อมของที่ระลึกเป็นประจำทุกปี ซึ่งจัดพิธีมอบอย่างเป็นทางการในวันประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมผู้ปกครองและครู

5.5    หน่วยงานภายนอกโรงเรียน

คลินิกให้การปรึกษาใช้วิทยากรในการให้บริการเป็นจำนวนมาก โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น ภาควิชา  สุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชศาสตร์   ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ 

โรงพยาบาลศิริราช  มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา  โรงพยาบาลกรุงเทพ  โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลทหารเรือ ฯลฯหน่วยงานเหล่านี้ เป็นหน่วยงานที่อยู่รอบโรงเรียนให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด นับเป็น ตัวอย่างของความสำเร็จในการร่วมมือ ระหว่างโรงเรียนและชุมชน

                5.6  การประชาสัมพันธ์โครงการคลินิกให้การปรึกษา มีความหลากหลายและต่อเนื่อง เป็นที่รับรู้แก่บุคคลทั่วไป มีการพูดกันปากต่อปาก ถึงบริการของคลินิกให้การปรึกษาจนทำให้ผู้ใช้บริการบางรายมาจากภายนอกโรงเรียน โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียน นับเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการเป็นอย่างดี และยังสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ควรได้รับการเผยแพร่ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนต่างๆต่อไป

 

 6. บทเรียนที่ได้รับ 

                จากการดำเนินงานคลินิกให้การปรึกษา  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542  เป็นต้นมา ทำให้พบว่า          โรงเรียนมีศักยภาพในการดำเนินงานเรื่องต่างๆ ได้มากมาย คลินิกให้การปรึกษาเป็นตัวอย่างที่ดี

ตัวอย่างหนึ่ง ที่ได้รับการตอบรับดีมาก ทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเป็นบทเรียนที่สำคัญแก่โรงเรียน

มากมาย ดังนี้

 

 

6.1  ทำให้ตระหนักว่าการร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง  ถึงแม้สภาพของโรงเรียนจะเป็นสภาพของคนเมืองแต่ผู้ปกครองส่วนหนึ่งให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมเป็นวิทยากร และผู้ปกครองที่มีปัญหาก็เล็งเห็นถึงปัญหาและพร้อมที่จะมารับการปรึกษาจากคลินิกให้การปรึกษาเพื่อหาทางออกในปัญหาของตนต่อไป ซึ่งในที่สุดย่อมส่งผลโดยตรงต่อตัวนักเรียน ทำให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการแก้ไข ป้องกัน ช่วยเหลือ และพัฒนาต่อไป

                6.2  ทำให้พบว่า ชุมชนและหน่วยงานภายนอกโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพัฒนานักเรียนจึงควรประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หลายหน่วยงานนอกโรงเรียน มีนโยบายให้บุคลากรภายในหน่วยงานให้บริการแก่สังคมภายนอก นับเป็นความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หากโรงเรียนมีการประสานความร่วมมือที่ดี ย่อมส่งผลให้ได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

6.3  ทำให้พบว่าโรงเรียนควรสำรวจทรัพยากรบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเพื่อดึงศักยภาพของบุคคลเหล่านั้นมาช่วยพัฒนาโรงเรียน จากโครงการนี้ทำให้พบว่าโรงเรียนมีทรัพยากรบุคคลที่ดีมากมายอย่างคาดไม่ถึง และทำให้ตระหนักว่าบุคลากรเหล่านี้ยินดีช่วยเหลือโรงเรียนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองอีกมากมายที่มีความสามารถอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดโครงการที่ดีๆอื่นๆได้อีกมากมาย

                6.4  ความเข้มแข็งของทีมผู้บริหารโรงเรียน สมาคมผู้ปกครองและครู  ตลอดจนทีมงานบุคลากรแนะแนวมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการโครงการ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จากโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่าหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกันก็สามารถสร้างสรรโครงการที่ช่วยให้การพัฒนานักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

                6.5  ทุกโรงเรียนควรสร้างเครือข่ายการให้บริการ  “คลินิกให้การปรึกษา”  ตามศักยภาพ

ที่พอเหมาะพอควรกับโรงเรียนของตนเอง เพราะโครงการนี้เป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยเหลือ ป้องกัน   แก้ไข และพัฒนานักเรียนได้ในระดับหนึ่ง และยังรองรับการส่งต่อนักเรียนทั้งภายในและภายนอก

โรงเรียน ส่งผลให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

                จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและคลินิกให้การปรึกษาเป็นที่กล่าวถึงในหลายโรงเรียน ส่งผลให้มีการทาบทามงานแนะแนวให้ไปเป็นวิทยากรรับเชิญในหลาย

โรงเรียน เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนเซนโยเซฟคอนแวนต์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เชียงใหม่  นอกจากนี้ยังมีผู้มาเยี่ยมชมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและคลินิกให้การปรึกษาจากหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนจากเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 และเขต 2 จังหวัดนนทบุรี

จำนวนกว่า 20 โรงเรียน โรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษา โรงเรียนสามมุขคริสเตียน ฯลฯ 

 

ข้อควรตระหนักและข้อพึงระวังในการประยุกต์ใช้  BP 

                1.  การบริหารจัดการเป็นสิ่งสำคัญ   ดังนั้นทีมงานบุคลากรแนะแนวและสมาคมผู้ปกครองและครู ฯจะต้องร่วมมือร่วมใจอย่างแท้จริง  ความสำเร็จจึงจะเกิดขึ้นได้ การจัดบริการคลินิกให้การปรึกษาจะมีส่วนใกล้เคียงกับการเปิดแผนกจิตเวชในโรงพยาบาล จึงมีภาระการงานปลีกย่อยมากมายที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

                2.  เนื่องจากเป็นภารกิจที่ต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา  ทีมงานแนะแนวควรจัดสรรเวลาให้เหมาะกับภารกิจอื่นๆด้วย เมื่อเปิดบริการคลินิกให้การปรึกษาจะต้องไม่กระทบกับงานประจำอย่างอื่นที่ต้องทำให้ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัว และสังคม

                3.  ควรสำรวจทรัพยากรบุคคลภายในโรงเรียนและจัดบริการให้เหมาะสมกับโรงเรียนของตน

คลินิกให้การปรึกษาไม่ว่าจะดำเนินงานในสถานศึกษาใดควรใช้ทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับท้องถิ่นนั้นๆ วิทยากรผู้ให้บริการอาจจะไม่ใช่นักจิตวิทยา จิตแพทย์ แต่อาจเป็นบุคคลอื่นๆ ที่เป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่น เช่น ผู้นำชุมชุน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครองที่มีความรู้  ตลอดจนนักบวช ก็ได้เช่นกัน

                กล่าวโดยสรุประบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะสำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความอดทนและเอาใจใส่ของผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง และที่สำคัญ

ต้องมีโครงการดีๆที่มารองรับให้สอดคล้องกับระบบ และพบว่าโครงการ  “ คลินิกให้การปรึกษา ” เป็น

โครงการที่ดีโครงการหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ  “ Best Practices ”  ที่ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นในทุกโรงเรียนต่อไป

 

รายชื่อวิทยากรคลินิกให้การปรึกษา  ปีการศึกษา 2547 - ปัจจุบัน

          โรงพยาบาลกรุงเทพ

1.  ผศ.ดร.นพ.ประกอบ  ผู้วิบูลย์สุข

            โรงพยาบาลราชานุกูล

1.  พญ.มณีรัตน์  สุรวงษ์สิน

                โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา

1.  นพ.สินเงิน  สุขสมปอง

            ผู้พิพากษาสมทบ ศาลจังหวัดสมุทรสาคร แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

1.  ผศ.พรศิริ  อัญญานุภาพ

      คณะพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล (รพ.ศิริราช)

อาจารย์ภาควิชาสุขภาพจิตและพยาบาลจิตเวชศาสตร์

1.  ผศ.ดร.วรรณา  คงสุริยะนาวิน

2.  ผศ.ศิริลักษณ์  เวชการวิทยา

3.  ผศ.ดร.ประภา  ยุทธไตร

4.  อ.ดร.อทิตยา  พรชัยเกตุ

5.  ผศ.จรรยา  ธัญญาดี

6.  ผศ.วไลลักษณ์  พุ่มพวง

7.  ผศ.ดร.วรรณา  คงสุริยะนาวิน

8.  ผศ.ภาศิษฎา  อ่อนดี

9.  ผศ.วารีรัตน์  ถาน้อย

10.  ผศ.ถวิล  นภาพงศ์สุริยา

11.  ผศ.สมพร  สุนทราภา

12.  ผศ.นราวัลย์  กัมพลาศิริ

อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

1.  ผศ.ดร.นวลอนงค์  บุญจรูญศิลป์

2.  ผศ.วิรัตน์  ใกล้บุปผา

3.  ผศ.วีรยา  จึงสมเจตไพศาล

อาจารย์ภาควิชาพยาบาลอายุรศาสตร์

1.  อ.รัตนาภรณ์  คงคา

 

            โรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์แบ็บติสต์

1.  อ.วีรนุช  วงศ์คงเดช

2.  อ.สกุณี  เกรียงชัยพร

3.  อ.วิลาวัลย์  หาญทวีวงศา

4.  ศาสนาจาย์ ดร.อภิชาต  พูลศักดิ์วรสาร

 

 

รายชื่ออดีตวิทยากรคลิกให้การปรึกษา  ปีการศึกษา 2542 - 2546

            คณะแพทยศาสตร์  โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล

1.  รศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์

            โรงพยาบาลทหารเรือ

1.  น.อ.นพ.ธนรักษ์  เอี่ยวสานุรักษ์

            โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล

1.  นพ.เอกลาภ  ทองบริสุทธิ์

            คณะพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  (รพ.ศิริราช)

1.  ผศ.ดร.ชมชื่น  สมประเสริฐ 

2.  อ.พวงเพชร  เกษรสมุทร

3.  อ.นพพร  ว่องสิริมาศ

            สหแพทย์ช่องนนทรีโพลีคลินิก

1.  พญ.ฐิติยา  คงสกนธ์

                       

“คุณค่าของการเป็นคน”           คือการรู้จักจัดการกับชีวิตตนเองให้มีความสุขตามอัตภาพ

โดยไม่เป็นที่เดือดร้อนของผู้อื่น

“คุณค่าของการเป็นมนุษย์”   คือการรู้จักดำเนินชีวิตให้มีความสุขตามอัตภาพ โดยไม่เป็นที่

เดือดร้อนของผู้อื่นและเผื่อแผ่ความสุขนั่นไปยังผู้ยากไร้ทั้งมวล

 

“ท่านจะเลือกเป็นคนหรือเป็นมนุษย์”